เกลารากฟัน (root planing)

การเกลารากฟัน ซึ่งคือการทำความสะอาดผิวรากฟันให้สะอาดและเรียบ เพื่อให้คราบจุลินทรีย์สะสมได้ยากขึ้น โดยการรักษานั้นอาจจะต้องมีการฉีดยาชาร่วมด้วย เนื่องจากเกี่ยวข้องกับบริเวณใต้เหงือก และระยะเวลาการรักษาจะใช้เวลามากกว่าการขูดหินปูน และขัดฟันทั่วไปซึ่งขึ้นกับความรุนแรงของโรค หากคราบจุลินทรีย์และคราบหินปูนไม่ได้ถูกกำจัดออกและสะสมมากจนทำให้โรคเหงือกมีความรุนแรงมากขึ้นกว่าการรักษาโดยเพียงการขูดหินปูนทั่วไปจะรักษาได้ กล่าวคือจะมีการละลายของกระดูกรอบๆฟันหรือกระดูกที่รองรับฟัน ที่เรียกกันว่า โรคปริทันต์ ซึ่งสามารถรุนแรงได้ถึงระดับฟันโยกหลุดไปได้

โรคปริทันต์ (Periodontal Disease) หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า โรคเหงือกอักเสบ เป็นสาเหตุหลักของการสูญเสียฟันในวัยผู้ใหญ่ ลักษณะของโรคปริทันต์อักเสบคือ เหงือกไม่ยึดกับฟัน ร่วมกับมีการทำลายกระดูกที่รองรับตัวฟัน

สัญญาณอันตราย เมื่อมีอาการดังนี้

  • มีเลือดออกง่ายขณะแปรงฟันหรือใช้ไหมขัดฟัน
  • เหงือกบวมแดง
  • มีกลิ่นปาก
  • เหงือกร่น
  • ฟันโยก

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีอาการไม่ว่าจะอย่างใด อย่างหนึ่งข้างต้น ควรมาพบทันตแพทย์ทันทีเพื่อรับการ ตรวจรักษา หากทิ้งไว้นานอาจมีปัญหาฟันโยกถึงขั้น ต้องสูญเสียฟันได้

การรักษาจะเริ่มต้นด้วยการขูดหินปูน และเกลารากฟัน (root planing) คือการทำให้ผิวรากฟัน เรียบ เป็นการกำจัดคราบจุลินทรีย์ และหินปูนที่เกาะบนผิวรากฟันให้สะอาด ขั้นตอนนี้จะใช้เวลานาน เนื่องจากต้องกำจัดหินปูน และคราบจุลินทรีย์ให้หมด โดยเฉพาะในตำแหน่งที่ร่องเหงือกลึก ๆ และฟันหลัง ที่มีหลายราก ซึ่งขั้นตอนนี้อาจจะต้องทำซ้ำหลาย ๆ ครั้ง

ภายหลังจากรักษาเสร็จแล้วประมาณ 4 - 6 สัปดาห์ ทันตแพทย์จะนัดกลับมาดูอาการอีกครั้ง ว่าหายดีหรือไม่ และถ้ายังมีร่องลึกปริทันต์เหลืออยู่เนื่องจาก มีการละลายของกระดูกไปมาก อาจจำเป็นต้อง ได้รับการผ่าตัดร่วมด้วย ซึ่งจะทำได้ในผู้ป่วยที่ดูแลความสะอาด ได้ดีแล้วเท่านั้น หากไม่อยากสูญเสียฟันอันสวยงามของคุณไป ควรดูแลทำความสะอาดช่องปากเป็นประจำและพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มีสุขภาพฟันที่แข็งแรง และเพิ่มความมั่นใจให้เต็มร้อยกับรอยยิ้มอันสดใสบนใบหน้า